วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553







สวิตเซอร์แลนด์ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศ เมือง และผู้คน พร้อมสำหรับการท่องเที่ยวติดอันดับหนึ่งของโลกตลอดมา สามารถชมความงามของเมืองและทิวทัศน์ได้อย่างง่ายดาย ด้วยระบบการคมนาคมที่ดีที่สุด สะดวกสบายที่สุด มีโครงข่ายเชื่อมโยงที่สะดวกสบายและเอื้ออำนวยแก่นักท่องเที่ยวในการเดินทางด้วยรถไฟ รถเมล์ รถราง รถขึ้นเขา ระบบสอดคล้องกัน โดยมีการเดินทางโดยรถไฟเป็นเส้นทางหลัก ความสะดวกเริ่มตั้งแต่เดินทางถึงสนามบินซูริค (Zurich) นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้ จากสถานีรถไฟที่อยู่ในชั้นใต้ดินของตัวอาคาร สนามบินนั่นเอง รถไฟที่นี่รักษาเวลาไม่มี คลาดเคลื่อน รถไฟหลายสายมีตู้เสบียงที่มี อาหารและเครื่องดื่มไว้ให้บริการด้วย การเดินทางท่องเที่ยวโดยรถโดยสารนอกเมือง (Postal Bus) จะได้สัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ในชนบท ทิวทัศน์ที่แปลกตาและการเดินทางวกวนไปตามไหล่เขาสูง (Mountain Pan) มีธารน้ำแข็งให้เห็นทั่วไปตามยอดเขาแม้ในฤดูร้อนก็ตาม เส้นทางเช่นนี้ส่วนใหญ่ทางจะปิดในฤดูหนาวเพราะมีหิมะปกคลุมจนไม่สามารถสัญจรได้ (ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง) สถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งสกีตาม เทือกเขาจะมีรถกระเช้า (Cable Car) และสกีลิฟต์ (Ski Lift) ไว้บริการ นอกเหนือไปจากรถไฟฟ้าที่ทำงานด้วยรอกกว้านและโซ่ฟันเฟืองในบางแห่ง (Funiculars/Cogwheel)
1.เมืองลูเซิร์น เมืองที่ประทับของสมเด็จย่าและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสำเร็จการศึกษาจากเมืองนี้ เป็นเมืองตากอากาศสุดฮอต ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบใหญ่ที่ชื่อว่า “เวียวาลด์ สแตร์ทเตอร์” มีอนุสาวรีย์สิงโตแกะสลักริมหน้าผาสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ มีร้านขายนาฬิกาชื่อดังหลายแห่งในย่านช็อปปิ้ง
2. กรุงเบิร์น มรดกโลกอันล้ำค่าที่ถ่ายทอดและอนุรักษ์มาสู่ปัจจุบัน เที่ยวชมเมืองชมหอนาฬิกา ชมโบสถ์ และย่านเมืองเก่า
3. นครเจนีวา นครแห่งความงาม ตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกลาง (ลัคเลอมังค์) เป็นประตูสู่เทือกเขาแอลป์ มีนาฬิกาดอกไม้ริมทะเลสาบและน้ำพุ เป็นสัญลักษณ์ของเมือง
ลูเซิร์น”เมืองที่คนไทยคุ้นเคยลูเซิร์น เป็นเมืองที่คุ้นเคยดีสำหรับคนไทยและชาวเอเชีย คนไทยถ้าไปเที่ยวสวิสต้องไปที่เมืองนี้ เพื่อชมประติมากรรมแกะสลักสิงโตหินบนหน้าผาที่ขาดไม่ได้ก็คือ สะพานไม้คาเปล (Kapelbruck หรือ Chapelbridge) อายุกว่า 600 ปี ตั้งอยู่ริมทะเลสาบทอดข้ามแม่น้ำรอยส์ ตลอดสะพานประดับด้วยภาพเขียนที่บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ของประเทศได้เป็นอย่างดี สะพานไม้แห่งนี้เคยถูกไฟไหม้เสียหายมากในปี 1993 แม้บางส่วนจะถูกไฟไหม้และได้รับการบูรณะจนสวยงามเป็นสัญลักษณ์ของลูเซิร์น ความงามที่แท้จริงของลูเซิร์น อยู่ที่การได้ล่องเรือไปตามทะเลสาบที่มีเมืองเล็กสวยงามบนฝั่งทะเลสาบเวียวาลด์ สแตร์ทเตอร์ ก่อนแวะไปสัมผัสความสูง 3,020 เมตร กระเช้าหมุนรอบตัว ชมความสวยงามของเทือกเขาแอลป์ และสนุกคลุกเคล้ากับการเล่นหิมะ หรือเดินผ่านเข้าไปจับแผ่นน้ำแข็งในถ้ำน้ำแข็งเบื้องบนของยอดเขา บนยอดเขาทิตลิสนี้ มีน้ำแข็งปกคลุมตลอดทั้งปี ลุยหิมะต้องไปสวิส... ไปสัมผัสหิมะ เล่นสกี ท่ามกลางอากาศหนาวสุดๆ บนยอดเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ท่ามกลางทิวทัศน์อันงดงามบนยอดเขาที่สูงที่สุดของยุโรปยอดเขาจุงเฟรา มีจุดชมวิวที่สูงที่สุดในยุโรปแห่งนี้ มองเห็นได้กว้างไกลที่สุด ณ จุด 3,571 เมตร มีถ้ำน้ำแข็งที่แกะสลักให้สวยงามอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง 30 เมตร สัมผัสกับภาพของธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์ ยาวถึง 22 กิโลเมตร และหนา 700 เมตรโดยไม่เคยละลาย บนยอดเขา ออกไปสัมผัสความหนาวเย็นสุดๆ บนหิมะได้ ณ ลานสกีกว้าง มีสโนบอร์ด สุนัขลากเลื่อนให้เล่นหรือเพิ่มประสบการณ์กับจานหิมะ อีกแห่งคือ ยอดเขาทิตลิส ที่ลูเซิร์น มีกระเช้าขนาดใหญ่ที่หมุนรอบตัวเองได้ถึง 360 องศา นำขึ้นสู่ยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดปี เหนือระดับน้ำทะเล 10,000 เมตร ท่ามกลางความงดงามของ เทือกเขาแอลป์ มีอุโมงค์ สะพาน หุบเหว สวิสแกรนด์แคนยอน และหุบเขาที่สูงกว่า 2,000 เมตร ตลอดเส้นทางมียอดเขาที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง ตามเส้นทางที่เดินทางผ่านกลางเทือกเขาแอลป์ อย่าลืมใส่เสื้อแดงไว้คลุกเล่นสนุกกับหิมะสีขาวถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ใส่เสื้อสีแดงจะได้เห็นชัดเจน เป็นคำบอกเล่าต่อๆ กันมา ในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยจะลุยหิมะต้องไปสวิส...
“สวิตเซอร์แลนด์” ดินแดนในฝันของใครหลายๆ คน ที่คาดหมายไว้ว่าไม่วันใดวันหนึ่งจะต้องไปเที่ยวให้ได้ ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ ได้เปรียบ ประเทศอื่นๆ ในยุโรปไม่น้อยในเชิงการท่องเที่ยว เพราะความหลากหลายของภูมิประเทศ ทิวทัศน์ วัฒนธรรม ดินฟ้าอากาศ และอาหารการกิน เนื่องจากมีหลายเผ่าพันธุ์ในแถบเทือกเขาแอลป์รวมตัวกัน เป็นสมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 700 กว่าปีที่ผ่านมา ประชากร 6.9 ล้านคน เมืองหลวง เบิร์น (เมืองมรดกโลก) ภาษา สื่อสารกันได้ถึง 4 ภาษา แบ่งการใช้ภาษาตามภูมิภาคที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาเลียน และอังกฤษ อุณหภูมิ แต่ละพื้นที่แตกต่างกันราว 5 องศาเซลเซียสต่อความสูง 100 เมตร ที่ราบสูงตอนเหนืออากาศเย็นสดชื่นล้อมรอบด้วยเทือกเขา ตอนใต้ของเทือกเขาแอลป์ลงมาอากาศอบอุ่นสบาย ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เวลา ช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง เงินตรา 1 ฟรังก์สวิส ประมาณ 29 บาท (สิงหาคม 2550) บัตรเครดิต ใช้ได้เกือบทุกที่ รหัสโทรศัพท์ +41 รหัสอินเทอร์เน็ต .ch น้ำประปา ดื่มได้คุณภาพและความสะอาดเทียบได้กับน้ำแร่ที่บรรจุในขวดทิป ปกติจะรวมอยู่ในค่าโรงแรม และอาหาร ค่ายกกระเป๋าถือเป็นบริการพิเศษ อัตราทั่วไป คือ ทิป 2 ฟรังก์/กระเป๋าหนึ่งใบ ความปลอดภัย เป็นประเทศที่สงบ ปัญหาโจรผู้ร้ายมีน้อยมากแต่ก็ควรระมัดระวัง โดยเฉพาะบริเวณสนามบินและสถานีรถไฟใหญ่ๆ ที่มีผู้คนพลุกพล่าน นักล้วงกระเป๋ามีอยู่ทั่วไปในยุโรป และไม่ควรเดินคนเดียวบนถนนที่เปลี่ยว
ศุลกากร ไม่มีข้อห้ามว่าด้วยการนำเข้าส่งออกและแลกเปลี่ยนเงินตราสวิส เช็คเดินทาง คือการนำเงินติดตัวด้วยวิธีที่ปลอดภัยที่สุด แลกเป็นเงินสดได้สะดวกตามธนาคาร โรงแรม และสถานีรถไฟทุกแห่งที่มีสัญลักษณ์รับแลกเปลี่ยนเงินตรา อาหารการกิน ในแต่ละท้องถิ่นจะมีอาหารหลักที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอิทธิพลที่ได้รับจากประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งจากฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี








วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ประวัติ...ฟุตบอลโลก



ประวัติ...ฟุตบอลโลก
พอดีเห็นว่าใกล้ฟุตบอลโลกแล้ว เลยเอามาให้อ่านกันสำหรับคนไม่รู้



ฟุตบอลโลก หรือ ฟุตบอลโลกฟีฟ่า (FIFA World Cup) เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศโดยทีมฟุตบอลชายร่วมเข้าแข่ง จัดการแข่งขันโดยฟีฟ่า (ฟีฟ่ายังคงเป็นผู้จัด ฟุตบอลโลกหญิงเช่นกัน) ฟุตบอลโลกเริ่มครั้งแรกในปี พ.ศ. 2473 ใน ฟุตบอลโลก 1930 และจัดต่อเนื่องมาทุก 4 ปี ยกเว้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (1942, 1946) ภายหลังจากการแข่งขันรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจะประกอบด้วยทีมชาติ 32 ทีม (เพิ่มจาก 24 ทีมเป็น 32 ทีมใน ฟุตบอลโลก 1998) ร่วมแข่งขันกันเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน และได้ชื่อว่าเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก โดยใน ฟุตบอลโลก 2002 มีสถิติผู้ชมประมาณ 1,100 ล้านคนทั่วโลก เมื่อจบการแข่งขันจะมีการมอบรางวัลต่างๆ สำหรับนักฟุตบอลยอดเยี่ยม ดูได้ที่ รางวัลฟุตบอลโลก สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไป ฟุตบอลโลก 2010 จะถูกจัดขึ้นที่ ประเทศแอฟริกาใต้ ในปี พ.ศ. 2553 และฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ในปี พ.ศ. 2557 ความสำเร็จแบ่งตามทวีป ทวีป ผลงานที่ดีที่สุด อเมริกาใต้ ชนะเลิศ 9 ครั้ง โดย บราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย ยุโรป ชนะเลิศ 9 ครั้ง โดย อิตาลี เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกาเหนือ รอบรองชนะเลิศ สหรัฐอเมริกา (1930) เอเชีย รอบรองชนะเลิศ เกาหลีใต้ (2002) แอฟริกา รอบก่อนรองชนะเลิศ แคเมอรูน (1990) และ ซีนีกัล (2002) โอเชียเนีย รอบ 16 ทีมสุดท้าย ออสเตรเลีย (2006) สถิติสำคัญ * ชัยชนะสูงสุด o ฮังการี 9-0 เกาหลีใต้ (1954) o ยูโกสลาเวีย 9-0 ซาอีร์ (1974) o ฮังการี 10-1 เอลซัลวาดอร์ (1982) * ชัยชนะสูงสุดในรอบคัดเลือก - ออสเตรเลีย 31-0 อเมริกันซามัว (รอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2002) * ผู้เล่นในฟุตบอลโลกสูงสุด - 5 ครั้ง - แอนโทนีโอ คาร์บาฮาล (เม็กซิโก, 1950-1966) และ โลทาร์ มัทเทอูส (เยอรมนี, 1982-1998) * ผู้เล่นลงสนามในฟุตบอลโลกสูงสุด - 25 นัด - โลทาร์ มัทเทอูส (เยอรมนี) * ผู้เล่นทำประตูสูงสุด - 15 ประตู - โรนัลโด (บราซิล 18 นัด 4 ฟุตบอลโลก) * ผู้เล่นทำประตูเร็วสุด - 11 วินาที - ฮาคาน ชูเคอร์ (ตุรกี) นัดแข่งกับทีมชาติเกาหลีใต้ (2002) * ผู้เล่นอายุน้อยสุดที่ทำประตูได้ - 17 ปี 239 วัน - เปเล่ (บราซิล) นัดแข่งกับ ทีมชาติเวลส์ (1958) * ผู้เล่นอายุมากสุดที่ทำประตูได้ - 42 ปี 39 วัน - โรเจอร์ มิลลา (แคเมอรูน) นัดแข่งกับ ทีมชาติรัสเซีย (1994) * นัดที่ใบเหลืองและใบแดงมากสุด - 16 ใบเหลือง 4 ใบแดง - โปรตุเกส-เนเธอร์แลนด์ (2006) กรรมการ วาเลนติน วาเลนติโนวิช อิวานอฟ ชาวรัสเซีย ผู้เล่นทำประตูสูงสุดในฟุตบอลโลก อันดับ ผู้เล่น, ทีม ประตูที่ได้ ทัวร์นาเมนต์ / เกมที่ลงเล่น 1 โรนัลโด้, บราซิล 15 4 ครั้ง 1994 1998 2002 2006 (18 นัด, ไม่ได้ลงเล่นใน 1994) 2 เกิร์ด มุลเลอร์, เยอรมนี 14 2 ครั้ง 1970 1974 (14 นัด) 3 ชุสต์ ฟงแตน, ฝรั่งเศส 13 1 ครั้ง 1958 (6 นัด) 4 เปเล่, บราซิล 12 4 ครั้ง 1958 1962 1966 1970 (14 นัด) 5 ซานดอร์ โคซ์ชิส, ฮังการี 11 1 ครั้ง 1954 (5 นัด) 5 เยอร์เกน คลินส์มัน, เยอรมนี 11 3 ครั้ง 1990 1994 1998 (17 นัด) อ้างอิง 1. ^ ในปี ค.ศ. 1930 การแข่งขันฟุตบอลโลก ไม่มีการจัดแข่งขันชิงที่ 3 โดยทีมชาติสหรัฐอเมริกา และยูโกสลาเวีย แพ้ในรอบรองชนะเลิศ 2. ^ ไม่มีนัดชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลก 1950 เพราะการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศใช้แบบ 4 ทีม แต่ชัยชนะของอุรุกวัยต่อบราซิล 2-1 เป็นการตัดสินเพราะแต้มเพียงพอต่อการเป็นแชมป์ อันดับในรอบชิงชนะเลิศ: (1) อุรุกวัย (2) บราซิล (3) สวีเดน (4) สเปน

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

ประวัติสงครามบ้านร่มเกล้า


ประวัติ สงครามบ้านร่มเกล้าสงครามบ้านร่มเกล้าเกิดจากกรณีพิพาทระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ บ้านร่มเกล้า อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก อันเนื่องมาจากปัญหาเส้นเขตแดนที่อ้างสนธิสัญญาคนละฉบับทั้งนี้โดยมีพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกตามสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส พ.ศ. 2451 กำหนดให้ลำน้ำเหืองเป็นเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส แต่ปีถัดมาพนักงานสำรวจทำแผนที่พบว่ามีน้ำเหือง 2 สาย ฝรั่งเศสตัดสินเอาเองโดยไม่ได้แจ้งให้กรุงเทพฯทราบ เลือกสายน้ำที่ทำให้ตนได้ดินแดนมากขึ้นหน่อย ลาวรับช่วงถือเขตแดนนี้แต่ลำน้ำเหือง 2 สายนั้นไม่ตรงกับแนวลำน้ำในปัจจุบันที่ปรากฏในแผนที่สหรัฐทำให้รัฐบาลไทยช่วงสงครามเวียดนาม ลำน้ำในปัจจุบันเรียกว่าเหืองป่าหมัน ไม่ใช่ชื่อที่เคยปรากฏในเอกสารใด ๆ เมื่อพ.ศ. 2450 - 2451เขตแดนตรงนั้นไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งปี 2530 ลาวอ้างว่าบริเวณบ้านร่มเกล้าเป็นของลาว เนื่องจากแผนที่คนละฉบับกับไทย ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดพลาดในการสำรวจเมื่อปี 2450ช่วงปี 2510 - 2520 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เคลื่อนไหวรุนแรงที่จะยึดอำนาจรัฐ พื้นที่ติดต่อเขตลาวในเขตนี้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเผ่าม้ง ถูกใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนและปฏิบัติการ เพราะสามารถข้ามลำน้ำเหืองเข้ามาในเขตไทยได้ง่าย และบริเวณพื้นที่นี้กลายเป็นยุทธบริเวณอันสำคัญระหว่างทหารกับพคท.ชาวม้ง ซึ่งเป็นแนวร่วมสำคัญของพคท. ถูกปราบปรามอย่างหนัก หนีข้ามลำน้ำเหืองเข้าไปในเขตลาวช่วงปี 2525 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนแปลง ประกอบกับนโยบาย 66/2523 ของรัฐบาลไทยคือใช้ยุทธศาสตร์ “การเมืองนำทหาร” ทำให้ชาวม้งตัดสินใจกลับเข้ามาตามโครงการเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย กองทัพภาคที่ 3 ได้ตัดถนนสายยุทธศาสตร์และแนวชายแดนจากอำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ขึ้นไปสิ้นสุดที่บ้านร่มเกล้ากลายเป็นเขตสัมปทานป่าไม้ มีการจัดตั้งชุดทหารพรานคุ้มครองที่ 3405 ขึ้นและนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา !วันที่ 31 พฤษภาคม 2530 ทหารลาวยกกำลังเข้ามาในพื้นที่ซึ่งฝ่ายไทยอ้างว่าอยู่ในเขตอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ทำลายรถแทรกเตอร์ของบริษัทป่าไม้เอกชนเสียหาย 3 คัน มีผู้เสียชีวิต 1 คน หายสาบสูญ 1 คน ทหารพรานชุด 3405 เข้าปะทะกับทหารลาววันที่ 1 มิถุนายน 2530 ทหารลาวเข้าโจมตีม้งที่บ้านร่มเกล้า โดยอ้างว่าเป็นการกวาดล้างม้งที่เคลื่อนไหวต่อต้านทางการลาว และมีทหารลาวอีกชุดหนึ่งยกกำลังข้ามพรมแดนเข้ามาที่เขตบ้านนาผักก้าม และบ้านนากอก อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ยิงราษฎรไทยตาย 1 คน จับกุมตัวไป 6 คน หนีรอดมา 1 คน โดยกล่าวหาว่าราษฎรเหล่านั้นลักลอบเข้าไปตัดไม้ในลาวฯลฯขณะนั้นสหรัฐเผ่นออกไปจากเอเชียแล้ว ทิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากไว้ในเวียดนาม ทางอีสานใต้มาถึงตะวันออกกองพลใหญ่ของเวียดนามจ่อคอหอยอยู่ ทางอีสานเหนือภายใต้ชื่อทหารลาว แต่ความจริงน่าจะเป็นกองกำลังผสมของหลายชาติ โดยมีชาติมหาอำนาจยืนทะมึนอยู่ข้างหลัง ทั้งได้ใช้เทคโนโลยีสูงยิ่งในการบัญชาการยามนั้นกองทัพไทยปกป้องเอกราชอธิปไตยจนแม้กระสุนปืนใหญ่ก็ไม่เหลือ ที่ระดมมาจากมิตรประเทศในอาเชียนก็หมดสิ้นพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธสั่งการให้อดีตทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน คือ พ.อ.อมรรัตน์ จินตกานนท์ ร่วมกับ “คณะทำงานลับ” คนหนึ่ง และทีมงานของเขา ติดต่อประสานงานกับกองทัพจีนนำไปสู่กระบวนการ “วิธีการพิเศษ” ลำเลียงทั้งปืนใหญ่และกระสุนจากจีนมาใช้ !ปืนใหญ่และกระสุนปืนใหญ่ชุดนั้นมีความหมาย 2 นัย นัยแรกตรงไปตรงมา คือเป็นยุทโธปกรณ์เสริมและทดแทน นัยที่สองที่อาจจะสำคัญกว่าก็คือเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของ “สาส์น” ที่ต้องการ “สื่อ” ต่อฝ่ายตรงกันข้ามลักษณะกระสุนชนิดใหม่ที่ถูกยิงออกไปทำให้เกิดความเข้าใจว่าศึกครั้งนี้ไทยไม่ได้รบโดยโดดเดี่ยวแล้ว จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการเจรจา และถอนทหารออกจากแนวรบอาจกล่าวได้ว่าเป็นชัยชนะโดยไม่ต้องรบแน่นอนว่าวิถีทางในการรักษาเอกราชอธิปไตยของชาตินับแต่ประวัติศาสตร์มา คือ วิถีทางการทูต และวิถีทางการทหาร ต้องใช้วิธีทั้งสองตามสถานการณ์ และอย่างพลิกแพลง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ใช้แต่ทางใดทางหนึ่ง คำพูดที่ว่า “สู้ตาย” เป็นเรื่องเหลวไหลที่นักการทหารชั้นยอดจะไม่ยอมใช้ เพราะเขาใช้แต่คำว่าสู้เพื่อชนะ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของไทยคือการรักษาเอกราชอธิปไตยของไทยโดยไม่ให้บอบช้ำต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศหลังจากเหตุการณ์ร่มเกล้าแล้ว ความจริงคนไทยควรจะได้รู้ว่าใครคือมิตรแท้ แต่การนำความจริงมาเปิดเผยในบางสถานการณ์ย่อมไม่เป็นผลดี เช่น สมมติว่าในช่วงนั้นประกาศให้รู้ทั่วกันว่าไทยไม่ได้รบกับลาวประเทศเดียว ก็เสมือนเท่ากับประกาศสงครามกับเวียดนามและสหภาพโซเวียตโดยตรง มีหรือที่ศึกจะไม่ใหญ่ขึ้น และถ้าเป็นเช่นนั้นใครจะรับผิดชอบต่อเอกราชอธิปไตยของชาติเมื่อตอบคำถามนี้ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องกล่าวว่า เป็นโชคดีของประเทศไทยที่พคท.กับเวียดนามและลาวเข้ากันไม่ได้ ขณะเดียวกันจีนก็หันมาสัมพันธ์กับไทยในลักษณะรัฐต่อรัฐ มากกว่าพรรคต่อพรรคนี่เป็นผลส่วนหนึ่งจากที่การที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเดินทางไปเจรจาความเมืองกับเติ้งเสี่ยวผิงในขณะนั้น !1.. มีมหาอำนาจมาช่วยลาวรบจริง2.. ด้วยเทคโนโลยี จาก มหาอำนาจ ทำให้เขาเหนือกว่าเราในช่วงแรกของสงคราม เป็นต้นว่าเขามี เรดาห์ซึ่งสามารถจับ วิธีการยิงปืนใหญ่ของเราได้ ดังนั้นเราจึงต้อง ย้ายที่ตั้งปืนใหญ่ทันทีเมื่อยิงเสร็จ3.. เรื่อง อาวุธจากจีนนั้น ผมว่าคงเป็นแค่ประเด็นเสริม เหมือนกรณี ประเด็นเสริม Dr. เอเดรียน4.. จริง ๆ แล้ว เพราะว่า ทางไทยได้ส่งหน่วย รบพิเศษ ไปปฏิบัติการในแนวหลังของฝ่ายตรงข้าม ในลักษณะสงครามกองโจรทำให้ ฝ่ายตรงข้ามเกิดวิกฤตขึ้น เนื่องจากขาดการส่งกำลังบำรุง5..จากหัวข้อกระทู้ เบื้องหลัง....ไทยไม่ได้แพ้ สรุปได้ว่า จากที่เราได้ส่ง หน่วยรบพิเศษไปปฏิบัติการในแนวหลัง ของฝ่ายตรงข้ามทำให้ ทางลาว ต้องส่งผู้แทนมาเจรจา กับ ไทย เพื่อเจรจา ขอ สงบศึก ซึ่ง ในมุมมองของทางการเมืองและทหารแล้วประเทศคู่สงครามประเทศใด ขอเจรจาก่อน หมายถึง ขอยอมแพ้แล้วนั่นเองจากการปะทะกันระหว่างทหารไทยและลาวนั้น มีรายงานจากบางหน่วยแจ้งว่ามีฝ่ายลาวมีทหารต่างชาติบัญชาการรบอาจเป็นคนรัสเซีย และถูกทหารไทยยิงตายไปหลายคน (กองทัพไทยไม่ได้ให้ข้อมูลกับเรื่องนี้มากนัก) จากการปะทะหลายครั้งบางหน่วยรายงานว่า ทหารที่เข้าใจว่าเป็นทหารลาว บางคนพูดร้องสั่งการเป็นภาษาเวียดนาม คาดว่าเป็นกองกำลังผสมระหว่างเวียดนามและลาวที่รบกับไทย ในการรบที่บ้านร่มเกล้านี้จึงไม่ใช่กรณีพิพาทระหว่างไทยกับลาวธรรมดาระบบอาวุธและการติดต่อสื่อสารในการรบที่ทางฝ่ายลาวใช้นั้น ทันสมัยมาก สามารถรู้พิกัดที่ตั้งปืนใหญ่ของไทยและยิงตอบกลับอย่างรวดเร็ว อีกทั้งมีการรบกวนระบบการสื่อสารของทหารไทย ซึ่งกองทัพประชาชนลาวคงไม่มีระบบที่ทันสมัยอย่างนี้ที่ตั้งบนเนิน ๑๔๒๘ มีการดัดแปลงการตั้งรับอย่างดี บังเกอร์เป็นคอนกรีต เสริมเหล็ก ลักษณะเป็นเนินเขาบีบแคบในการเข้าตีต้องเข้าตีจากด้านหน้าอย่างเดียว ทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบในการรบ หากจะต้องทำการรบในกรอบปกติ

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553

การสร้างความสามัคคี

ในภาวะเหตุการณ์ที่บ้านเมืองวุ่นวายอย่างทุกวันนี้ ทุกคนต่างมองหาความสงบสุขและไม่อยากรับรู้ข่าวสารที่ไม่ดีระหว่างคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง + เสื้อแดงหรือจะเสื้ออะไรก็ช่าง เราเป็นคนไทยทุกคน และมีความหวังว่าเราจะกลับมารวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้ง

1. ให้คิดก่อนว่า เราอาจมีความเห็นแตกต่าง(นานาจิตตัง)ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์โลก แต่เราต้องไม่แตกแยก รับฟังความคิดเห็นของทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นกลางและคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
2. คนไทยใช้สันติวิธี โดยตระหนักว่าความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ใช่ศัตรูของเรา มองหาจุดร่วมเป็นความสมัครสมานสามัคคีซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
3. คนไทยมีสติและปัญญาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรุนแรงต่างๆ ด้วยเหตุผล
4. คนไทยยึดมั่นในหลักธรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่ดีงาม
5. คนไทยควรทำหน้าที่มากกว่ารักษาสิทธิ เช่น เราเป็นเด็กมีหน้าที่เรียนหนังสือ ก็ควรตั้งใจเรียนหนังสือให้ดีที่สุด เป็นต้น
6. คนไทยพูดจานุ่มนวลด้วยความสมานสามัคคี เป็นไมตรีอันดียิ่ง
7. คนไทยมาร่วมระดมความคิด หันมาผูกมิตรกันด้วยคุณธรรม
8. อย่าให้ความโกรธ ความริษยามาทำลายคนไทยด้วยกันเอง
9. ลด ละ เลิก อคติหรือความลำเอียงทางความคิด ไม่ต้องเลือกอยู่ฝ่ายไหน เพราะทำให้เราสูญเสียศักยภาพในการที่จะใช้ปัญญาอย่างเป็นกลาง

พอเสียทีได้ไหม ?เลิก "จับผิด ริษยา แตกสามัคคี"หันมา "จับตาดู (อย่างไม่มีอคติ)มุทิตา (เมตตา) สามัคคี" กันดีไหม ?

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

ดอกดาหลา











ดอกดาหลาเป็นดอกไม้ที่สวย แม้จะดูภายนอกแข็งกระด้าง แต่ด้วยสีสันทำให้ดอกไม้นี้อ่อนโยนลงได้อย่างนุ่มนวลข้อมูลทางวิทยาศาสตร์(ชื่อวิทยาศาสตร์ : Etlingera elatior (Jack) R.M. Smith )เป็นชื่อของพืชล้มลุกประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวชนิดหนึ่งซึ่งมีดอกที่สวยงามที่ อยู่ในวงศ์ Zingiberales ซึ่งจัดเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับขิงและข่านั้นเอง ส่วนลำต้นดาหลาจะอยู่ใต้ดินที่พวกเราเรียกว่าเหง้าซึ่งเหง้าที่พูดถึงนี้จะ เป็นจุดกำเนิดของหน่ออ่อนของทั้งต้นและดอกดาหลาต่อไป ต้นดาหลานอกจากจะนำมาเป็นไม้เพื่อชมความสวยงามของดอกแล้วยังสามารถนำดอกมา ประกอบอาหารได้และก็มีคุณค่าทางสมุนไพรสูงมากด้วย

ตำนาน ดอกดาหลา....เรื่องเศร้าๆๆของความรักของคนต่างศาสนา




ผมพึ่งจะรู้จักดอกดาหลาเมื่อไม่กี่ก่อนนี้เองทางทีวี หลังจากนั้นผมก็ชื่นชอบดอกไม้ดอกนี้เป็นพิเศษ มันสวยและมีเสน่ห์มากๆๆครับ ดอกดาหลามีสีสรรที่สวยสดงดงาม แต่เรื่องราวของเธอ ตำนานของเธอกลับเศร้ามากๆๆๆ น้อยคนนักนะจะเคยได้ยินเรื่องราวตำนานดอกดาหลากันเรามาลองอ่านเรื่องราวตำนานเศร้าๆๆ ของดอกไม้ชนิดนี้กันดูนะครับ
ดอกดาหลา .....ดอกไม้ชายแดน (มาเล) เรื่องราวความรักต่างศาสนาทราบว่าเป็นตำนานของคู่รักต่างศาสนา ระหว่างชายไทยกับสาวงาม มาเล (อิสลาม)ทั้งสองพบกัน ตอนที่หนุ่มไทยข้ามไปทำงานยัง ประเทศมาเล และเกิดความรักกับสาวมาเล แต่ด้วยความที่ต่างกัน ทางศาสนา พ่อแม่จึงมิให้คบหากัน ถึงแม้จะถูกกีดกันระหว่างพ่อแม่แต่นางก็มั้นในรักต่อชายไทย นางมิยอมเป็นของชายใดนอกจากชายที่นางรัก แต่แล้วมีเหตูให้ต้องพรัดพรากแยกจากกัน คือชายไทยนั้นต้องกลับมายังประเทศของตน ก่อนจะจากกันก็สัญญากันไว้ว่าจะกลับมาหาสาวมาเลที่บริเวณชายแดน นางก็รอแม้ระยะเวลาจะนานแค่ใหนนางก็ยังรอที่ชายแดนมาเล รอการกลับมาของเขารอด้วยความหวังลิบหรีก่อนที่นางจะตรอมใจตายนางก็ยังมารอที่ชายแดนมาเล
ระหว่างที่รอคอย เธอก็อฐิฐานว่าหากเกิดอีกชาติให้เกิดมาเป็นดอกดาหลาที่ขึ้นอยู่ตามชายแดนมาเล เพื่อรอหนุ่มคนรักกลับมา
เรื่องราวของดอกดาหลา ตำนานเศร้าๆๆๆ ของคนต่างศาสนา มันอาจจะเป็นตำนานเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาแต่ในโลกความเป็นจริง ศาสนาก็ยังเป็นกำแพงกั้นความรักของคู่รักอีกหลายล้านคู่ในโลกทุกวันนี้ ความรัก ความเศร้าของต่างศาสนา ยังมีเกิดขึ้นทุกวันในโลกใบนี้ครับ และยังคงมีต่อไปใครไม่เคยเจอปัญหาเรื่องนี้ด้วยตนเอง ก็คงจะไม่เข้าใจครับว่า ความรักต่างศาสนามันทรมานแค่ไหนถ้าเลือกได้ ผมก็ไม่อยากจะเจอเรื่องราวแบบนี้เลย

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

>>Moi Même <<


>> Je suis sociable , gaie , réfléchie, volontaire et confiante .



>>Je n ' aime pas les gens qui sont inquite, hypocrites , égoïstes , capricieuses et jalouxs.



>>Je suis gaie et sociable mais Je ne suis pas inquite.



:P :P :> :> :) :)